โทรศัพท์แอบดักฟัง แอบเห็น หรือแอบส่อง การใช้งานของเรา แล้วไปขายให้บริษัทโฆษณารึเปล่า ?

เมื่อ :
ผู้เข้าชม : 4,770
เขียนโดย :
image_big
image_big
เมื่อ :
ผู้เข้าชม : 4,770
เขียนโดย :

โทรศัพท์ "แอบส่อง" การใช้งานของเราไปขายให้บริษัทโฆษณารึเปล่านะ ?

เชื่อว่าแทบทุกคนน่าจะเคยสงสัยว่าโซเชียลมีเดียและเว็บไซต์ต่าง ๆ นั้นทราบได้อย่างไรว่าควรจะแสดงผล "โฆษณา" อะไรขึ้นมาบนหน้าฟีดของเรา ซึ่งถ้าใครชอบเข้าเว็บบอร์ดอย่างพันทิป, เรดดิต (Reddit) หรือ ควอรา (Quora) ก็น่าจะต้องเคยเห็นคำถามที่ว่า "โทรศัพท์ของเราแอบส่อง / ดักฟังการใช้งานของเรารึเปล่า ?" ผ่านตากันมาบ้างละ

ข้อมูลเพิ่มเติม : Social Media และ Social Network คืออะไร ? แตกต่างกันอย่างไร ?

เพราะคำถามนี้ก็เป็นข้อสงสัยในใจของคนเกือบทั่วทั้งโลกเลยก็ว่าได้ และถ้ากดเข้าไปอ่านคำตอบก็มักพบว่าคนส่วนใหญ่ก็ "เชื่อ" ว่า สมาร์ทโฟนที่เราใช้งานอยู่เป็นประจำทุกวันนั้นมีการ "แอบฟัง" และ "แอบเก็บข้อมูล" ของเราไปขายให้กับบริษัทอื่น ๆ อยู่อย่างแน่นอน !

โทรศัพท์ แอบฟังเรารึเปล่า ?
ภาพจาก : https://www.makeuseof.com/tag/your-smartphone-listening-or-coincidence/

เนื้อหาภายในบทความ

โทรศัพท์แอบเก็บข้อมูล การใช้งานจริงหรือไหม ?
(Does the phone secretly store usage data or not ?)

หลายคนก็อาจทราบดีว่าโฆษณาที่เราเห็นกันอยู่บ่อย ๆ นั้นเป็นโฆษณาที่แสดงขึ้นมาตาม "ความสนใจ" ของเรา (Personal Ads) ที่เว็บไซต์และแอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้ข้อมูลมาจากการเก็บข้อมูลการใช้งานของเรา ซึ่งผู้ใช้เองก็เป็นคน "อนุญาต" ให้เก็บข้อมูลด้วยตัวเอง

เพราะเมื่อเราทำการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันหรือเข้าใช้งานเว็บไซต์ต่าง ๆ ก็จะมี "ข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้งาน" ปรากฏขึ้นมาให้พิจารณาก่อนตัดสินใจใช้งาน แต่ผู้ใช้ส่วนใหญ่ (รวมทั้งเราด้วย) ก็มักจะมองข้ามมันไปและกด "ยอมรับ" หรือ "อนุญาต" ให้ใช้งานและเข้าถึงข้อมูลของเราไปโดยไม่ได้หยุดอ่านให้ละเอียดก่อน

Terms and Conditions
ภาพจาก : https://ghiencongnghe.info/wp-content/uploads/2021/07/ios14-setup-apple-id-06.jpg

ซึ่งใน "ข้อกำหนดและเงื่อนไขการใช้งาน" ส่วนใหญ่ก็จะมีการแจกแจงเกี่ยวกับการเก็บและใช้งานข้อมูลของเรา เช่น มีการเก็บข้อมูลการใช้งานเพื่อนับสถิติและวิเคราะห์การแสดงผลโฆษณา, จดจำข้อมูลผู้ใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้งานและปรับปรุงระบบให้ดียิ่งขึ้น เป็นต้น และเมื่อผู้ใช้เป็นฝ่ายกดยอมรับและอนุญาตให้บริการนั้น ๆ สามารถเข้าถึงและใช้งานข้อมูลบางส่วนของเราด้วยตนเอง การจะกล่าวหาว่าระบบของสมาร์ทโฟนนั้นทำการ "แอบเก็บข้อมูล" ก็ไม่ถูกต้องเท่าไรนัก 

โทรศัพท์แอบฟังเราพูดจริงรึเปล่า ?
(Is my phone listening to my conversations ?)

โทรศัพท์สามารถจับคำพูดของผู้พูดได้หรือไม่ ?
(Does the phone can catch words of the speaker or not ?)

มาถึงตรงนี้หลาย ๆ คนอาจจะงงว่าทำไมฟีเจอร์ที่ลุกล้ำความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้อย่างการแอบดักฟังถึงเป็นฟีเจอร์ที่มีคนชอบ แต่ถ้าเราลองเปลี่ยนคำพูดจาก "ฟีเจอร์ดักฟัง" ไปเป็น "ฟีเจอร์การสั่งงานด้วยเสียง (Voice Assistant หรือ Voice Control) แล้วละก็ เชื่อว่าหลายคนก็น่าจะต้องเคยใช้งานและชื่นชอบในความสะดวกสบายของมันที่ช่วยให้เราสามารถตอบข้อความหรือโทรหาคนที่ต้องการผ่านการสั่งงานด้วยเสียงโดยไม่จำเป็นต้องแตะโทรศัพท์เลยแม้แต่นิดเดียว

Voice Assistant
ภาพจาก : https://www.progress.com/blogs/nativechat-integrates-with-amazon-alexa-voice-assistant

โดยหลังจากที่ทางบริษัท Apple ได้เปิดตัว "Siri" เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 2011 (พ.ศ. 2554) ก็ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับวงการมือถือด้วยการเสนอความ "สะดวกสบาย" ในการใช้งานแบบ Hand-Free และได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากผู้ใช้เป็นจำนวนมากจนทำให้บริษัทต่าง ๆ ก็ได้ทยอยเปิดตัว "ผู้ช่วย" ของตัวเองออกมาตาม ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็น Google Assistant, Alexa ของ Amazon, Cortana ของ Microsoft (ที่ตอนนี้ทางบริษัทประกาศหยุดพัฒนาต่อไปแล้ว) หรือ Bixby ของ Samsung และผู้ช่วยของบริษัทอื่น ๆ อีกมากมาย

และอย่างที่เราทราบดีว่าข้อกำหนดในการใช้งาน Voice Assistant เบื้องต้นนั้นผู้ใช้จะต้องทำการ "อนุญาต" ให้เข้าถึงไมโครโฟนของตัวเครื่องเสียก่อนจึงจะสามารถใช้งานด้วยคำสั่งเสียงได้ เพราะหากปิดการเข้าถึงและใช้งานไมโครโฟน เมื่อเราพูดว่า "Hey, Siri" หรือ "OK, Google" ระบบ Voice Assistant ก็จะ "ไม่ได้ยิน" สิ่งที่เราพูดและไม่สามารถทำงานได้

Voice Assistant
ภาพจาก : https://www.blog.google/products/assistant/hey-google-turn-love/

โทรศัพท์แอบฟังเรา เพื่อขายข้อมูลของเรา ให้บริษัทอื่นหรือไม่ ?
(Does the phone eavesdropping on us to sell our data to other companies ?)

ถ้าเห็นโฆษณาขึ้นมาหลังจากหาข้อมูลบนเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันช้อปปิ้งออนไลน์ก็ยังพอเข้าใจได้ว่าโทรศัพท์อาจเก็บข้อมูลการใช้งานของเราเพื่อแสดงผลโฆษณาที่เกี่ยวข้องในภายหลัง แต่หลาย ๆ ครั้งเราก็มักพบเห็นโฆษณาของสิ่งที่เราได้พูดคุยกับเพื่อนไปว่ารู้สึกสนใจ หรือกำลังพิจารณาตัดสินใจซื้ออยู่ ปรากฏขึ้นมาบนหน้าฟีดทั้งที่ยังไม่เคยกด "ค้นหา" เลยแม้แต่ครั้งเดียวจนอดสงสัยไม่ได้ว่ามันเป็นเพียงแค่เรื่องบังเอิญหรือโทรศัพท์ของเราทำการ "ดักฟัง" สิ่งที่เราพูดและเอาไปขายต่อให้บริษัทอื่นกันแน่นะ ?

สำหรับคำถามข้อนี้ทาง Apple ก็ได้ออกมา "ยอมรับ" ว่าแอปพลิเคชันหรือบริษัท 3rd Party อื่น ๆ นั้นสามารถได้ยินบทสนทนาของผู้ใช้ได้จริงในช่วงเวลาที่ผู้ใช้เปิดใช้งาน Siri 

โทรศัพท์แอบฟังเราเพื่อเอาไปขายให้บริษัทโฆษณาหรือเปล่า ?
ภาพจาก : https://www.spiralytics.com/blog/mobile-ads-can-phone-hear-conversations-infographic/

ส่วนทาง Google และ Facebook ก็ได้ออกมาประกาศว่าทางบริษัท "ไม่เคย" ใช้งานไมโครโฟนเพื่อการ "โฆษณา" แต่อย่างใด

โดยทาง Facebook ระบุว่าได้ทำการบล็อกระบบไม่ให้แบรนด์ต่าง ๆ สามารถใช้งานไมโครโฟนของผู้ใช้เพื่อการโฆษณาได้

ในขณะที่ทางด้าน Google ก็ปฏิเสธว่าไม่อนุญาตให้บริษัทอื่นเข้าถึงข้อมูลไมโครโฟนของผู้ใช้งานผ่านบริการของ Google เช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าแอปพลิเคชันนั้นจะสามารถเข้าถึงและสั่งงานผ่าน Google Assistant ได้ แต่ทางผู้พัฒนาของแอปพลิเคชันนั้น ๆ ก็จะต้องปฏิบัติตามข้อตกลงของ Google ว่าจะ "ไม่ละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้" ด้วยการเก็บข้อมูลผ่านระบบ Google Assistant

ทำไมเราถึงเห็นโฆษณา ที่ไม่เคยค้นหา ?
(Why do we see unsearched Ads ?)

ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ทำการ "ค้นหา" สิ่งที่เราต้องการผ่านโทรศัพท์มือถือ แต่หากทำการเชื่อมต่อแอคเคาท์ (Sync Account) หรือ Log In เข้าใช้งานบัญชีเดียวกันบนหลาย ๆ อุปกรณ์และเคยได้ "ค้นหา" ผ่านอุปกรณ์อื่น ๆ เมื่อสลับมาใช้งานโทรศัพท์อีกครั้งหนึ่งมันก็จะดึงเอา "ประวัติการใช้งาน" มาด้วย ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมโฆษณาของสิ่งที่เราได้ทำการค้นหาบน "คอมพิวเตอร์" ถึงตามมาหลอกหลอนในหน้าจอโทรศัพท์ตามไปด้วย

ทำไมเราถึงเห็นโฆษณาที่ไม่ได้กดค้นหา ?
ภาพจาก : https://www.omnisend.com/features/subscribers/audience-sync-for-ads/

ถ้าไม่อยากให้โทรศัพท์ดักฟังคุณ ทำยังไงดี ?
(How to stop your phone from listening to you ?)

วิธีง่าย ๆ ในการป้องกันการแอบฟังของโทรศัพท์ก็ได้แก่ "เลิกใช้ฟีเจอร์การสั่งงานด้วยเสียง" และ "ปิดการทำงานของ Voice Assistant" ดังนี้

วิธีปิดการทำงานของ Siri บน iPhone
(How to disable siri on iPhone ?)

  1. เข้าไปที่ "แอป Settings" จากนั้นกดเข้าไปในเมนู "Siri & Search"
  2. เลื่อนปิด "เมนูการใช้งาน Siri" ทั้งหมด
    (Listen for Hey Siri, Press Side Button for Siri, Allow Siri When Locked)

วิธีปิดการทำงานของ Siri บน iPhone
ภาพจาก : https://www.astucesmobiles.com/en/siri-ne-fonctionne-pas-sur-liphone/

  1. แตะที่ "Turn Off Siri" ใน "เมนู Pop-up"

วิธีปิดการทำงานของ Google Assistant บนสมาร์ทโฟน Android
(How to disable Google Assistant on Android Phone ?)

  1. ไปที่ "แอป Settings"
  2. เข้าไปที่ "เมนู Google" แล้วแตะเข้าไปที่ "เมนู Account Services"
  3. กดเข้าไปใน "เมนู Search, Assistant & Voice" และไปที่ "เมนู Voice"
  4. เลือกที่ "เมนู Voice Match" แล้วเลื่อนปิดการเรียกใช้งาน Google Assistant ด้วยการพูดว่า "Hey Google" และแตะที่ "Remove from Eligible Devices" เพื่อลบข้อมูลการใช้งาน Google Assistant

โทรศัพท์แอบดักฟัง แอบเห็น หรือแอบส่อง การใช้งานของเรา แล้วไปขายให้บริษัทโฆษณารึเปล่า ?
ภาพจาก : https://clario.co/blog/stop-phone-from-listening-you/#&gid=1&pid=1